วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บอกลาขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้ากันเถอะ! (ปิยวรรณ หลวงพิทักษ์)

ตาคล้ำยังไงก็แก้ไม่หาย พึ่งแต่เมคอัพ บอกเลยว่าวิธีนี้ช่วยได้ แถมทำได้เองที่บ้านง่ายๆ จะมีวิธีอะไรบ้าง ไปดูค่ะ!
1  ประคบด้วยแอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลนี่งานดีจริงๆ นำแอปเปิ้ลสด 2 ชิ้น มาวางบนเปลือกตาประมาณ 15 นาที รับรองว่าสาวๆ จะเห็นผลเลยว่ารอยคล้ำมันจางลงอย่างเห็นได้ชัด!! สาวๆ สามารถทำได้ทุกๆ วันเลยนะจ๊ะ

2 ประคบด้วยไข่ต้ม
นำไข่ต้มสุกปอกเปลือกออกขณะที่ไข่ยังร้อนอยู่ ใช้ผ้าสะอาดห่อไข่ นำไปนวดบริเวณรอบดวงตาเบาๆ ทำแบบนี้ช่วยให้เพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้ ขอบตาดำคล้ำก็จะหายไป

Advertisement
3  ประคบด้วยแตงกวา
วิธีนี้เป็นวิธียอดฮิตกันเลยทีเดียว นำแตงกวาสดมาหั่นเป็นแว่นๆ และนำไปแช่เย็นไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำมาวางบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10  นาที แค่นี้ขอบตาก็จะเปล่งปลั่ง ร่างกายก็จะรู้สึกสดชื่น

4 ประคบด้วยถุงชา
ใครชอบดื่มชาอยู่แล้ว ก็มาจัดวิธีกันได้เลยจ้า นำถุงชาที่ชงแล้ว แช่ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที จากนั้นนำมาวางทับบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วนำถุงชาออก แค่นี้ก็ช่วยให้ผ่อนคลาย ขอบตาก็จะหายคล้ำ สาวๆ ที่แพ้ง่ายสามารถใช้วิธีนี้ได้เลยนะคะ

5 ประคบด้วยน้ำแข็ง
วิธีสุดท้าย ใช้ผ้าขาวบางห่อน้ำแข็ง วางทับบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10 - 15 นาที แนะนำว่าควรทำในตอนเช้านะคะสาวๆ เพราะความเย็นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวรอบดวงตาและลดความคล้ำของผิวรอบดวงตาลงได้ด้วย

ประเภทผิวหน้า (ปิยวรรณ หลวงพิทักษ์)


ประเภทของผิวหน้า



      คนส่วนใหญ่หันมาให้ความใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น "การดูแลผิวหน้า" จึงเป็นส่วนหนึ่งของการมีบุคลิกภาพที่ดี หนุ่มสาวในยุคปัจจุบันจึงพยายามทุกวิถีทาง เพื่อสรรหา เคล็ดลับความงามสารพัดแบบ ดังนั้นการดูแลผิวหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละประเภทและการรู้จักเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว จึงเป็นสิ่งที่สำคัญการดูแลผิวหน้าให้แลดูขาวใส ไร้สิว และมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ก่อนอื่นมาดูกันว่าผิวของคนเรานั้นมีกี่แบบ แล้วควรดูและผิวหน้าอย่างไรถึงจะเหมาะกับสภาพผิวมากที่สุด ซึ่งสามารถแยกประเภทของผิว ออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

ผิวธรรมดา (Normal Skin)



      ลักษณะผู้ที่มีผิวธรรมดา เป็นผิวที่มีความละเอียด และเรียบเนียน มีปริมาณไขมันที่พอเหมาะ มีความชุ่มชื่นและสดใส มีรูขุมขนละเอียด ผิวมีความยืดหยุ่นสูงไม่มีความมันเยิ้มบนใบหน้าและไม่แห้งตึง แม้กระทั่งหลังการล้างหน้าใหม่ ๆ จึงมักไม่มีปัญหา เป็นผิวที่ทุกคนปรารถนา

      การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ทำได้โดยการใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้น เป็นประจำ ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยโฟม หรือสบู่อ่อนๆ การดูแลผิวให้สะอาดและมีสุขภาพดีถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด อย่าใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม หรือมากเกินไป เพราะจะทำร้ายผิวมากขึ้น และในเวลากลางวันควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

ผิวแห้ง (Dry Skin)



              ลักษณะผู้ที่มีผิวแห้ง สามารถสังเกตได้จากผิวหน้าจะเป็นขุยได้ง่าย  และแห้งตึง หลังการล้างหน้า ข้อดีคือ รูขุมขน  ละเอียด ดูเรียบ ไม่หยาบ ไม่มันเยิ้ม และจะมีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยนและสิวอุดตันน้อยกว่าผิวชนิดอื่น ผิวหน้าจะแลดูผ่องสะอาด แต่ข้อเสียสำคัญคือ มักมีริ้วรอยก่อนวัย โดยเฉพาะบริเวณผิวบอบบางเช่น รอบดวงตา
                การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว เนื่องจากความชื้นในอากาศจะน้อยลง ควรทาครีมบำรุงผิว เป็นประจำทุกครั้งหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำ หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นในการชำระล้าง หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ในการล้างหน้า เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำมันที่ทำหน้าที่เคลือบผิวมากขึ้น ควรล้างหน้าวันละครั้งด้วยน้ำเปล่าจะดีที่สุด ยกเว้น ใบหน้าสกปรกมากก็อาจใช้ Cleansing Cream เช็ดทำความสะอาดก่อนแล้วตามด้วยขั้นตอนของการล้างหน้าด้วย ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน และควรหลีกเลี่ยงสภาวะที่ทำให้เกิดความรุนแรงต่อผิว


ผิวมัน (Oily Skin)



                ลักษณะผู้ที่มีผิวมัน เป็นผิวที่มีรูขุมขนโตกว่าปกติ จึงมีการหลั่งน้ำมันออกมามากกว่าปกติ ผิวหน้าจึงดูหยาบ ไม่เรียบสวย เกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่าย โดยเฉพาะในวัยรุ่น ซึ่งฮอร์โมนเพศจะมีบทบาทมากในการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน พบว่าวัยรุ่นเป็นสิวมากกว่าวัยอื่น ข้อดีของคนที่มีผิวมัน จะไม่พบปัญหาทางด้านริ้วรอยเหี่ยวย่นเหมือนกับคนผิวแห้ง การเกิดปัญหาสิวหรือสิวเสี้ยนที่พบนั้น ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่สิว แต่เป็นลักษณะที่รูขุมขนขยายตัวและมีขนอ่อนแทรกขึ้น เมื่อแทรกหลายเส้นเข้าก็เกิดการรวมตัวของไขมันในบริเวณดังกล่าวจนแข็งเป็น เสี้ยนเล็ก ๆ สีดำ จึงเรียกกันว่าสิวเสี้ยน ซึ่งมักเกิดบริเวณ คาง จมูก และรอบปาก ฯลฯ เป็นต้น
                การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำมัน หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์มากนัก ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่อ่อนโยนต่อผิว ควรล้างน้ำด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นช่วยละลายไขมันที่เกาะติดบนใบหน้า นอกจากนี้คนผิวมันจะมีรูขุมขนกว้างซึ่งเกิดจากการอุดตันและส่งผลให้เป็นสิว ง่าย ควรใช้โลชั่นหรือน้ำยากระชับรูขุมขน (Toner) เพื่อช่วยลดความมันบนใบหน้าได้


      ผิวบอบบาง-แพ้ง่าย (Sensitive skin)



                ลักษณะผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย จะไม่มีข้อบ่งชัดว่าเป็นอย่างไร มักพบว่าเกิดหลังจากการใช้เครื่องสำอางหรือใช้ยาทาบางชนิด แต่ในรายที่เป็นมากอาจมีผื่นแดง คัน หรือเกิดรอยไหม้ ผิวชนิดนี้ควรระมัดระวังการใช้เครื่องสำอางเป็นพิเศษ มักจะมีผิวแห้ง มีกรรมพันธุ์ของโรคภูมิแพ้ หรือเป็นภูมิแพ้ที่อวัยวะอื่น ๆ อยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีก็จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย หากมีอาการแพ้เกิดขึ้น ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทุกตัว จากนั้นปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาอาการที่เกิดขึ้น
                การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง- แพ้ง่าย หรือ ผิวบอบบาง ซึ่งมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าก่อให้เกิดการแพ้ต่ำ


ผิวผสม (Combination Skin)



                ลักษณะผู้ที่มีผิวผสม จะผสมผสานระหว่าง ผิวมัน จะอยู่บริเวณ T-Zone คือ บริเวณหน้าผาก จมูก และคาง ต่อมไขมันบริเวณนี้จะมีขนาดใหญ่ และทำงานได้ดีกว่าบริเวณอื่น ทำให้มีปัญหาเรื่อง สิว  ได้ง่าย ส่วนผิวแห้งหรือผิวธรรมดา จะอยู่บริเวณแก้มทั้งสองข้าง ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง ผิวแห้งตึง เป็นขุย หลังการล้างหน้า บริเวณ แก้มทั้งสองข้าง
                การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ช่วยในการปรับสมดุล ของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน หรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุม ความมันและลดความมัน บริเวณ T-Zone  ได้ และไม่ทำให้ผิวบริเวณอื่นแห้งตามไปด้วย ทั้งนี้ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศอีกด้วย


เคล็ดลับดูแลหน้าใสก่อนนอน (ปิยวรรณ หลวงพิทักษ์)

        วิธีดูแลผิวหน้าให้สวยใส ไร้สิว และริ้วรอย